หญิง/ชายในสังคมไทย ใครว่าเท่าเทียม?
posted on 11 Jul 2008 14:27 by sodsai in Article
พอดีเจอบทความดีๆเลยเอามาให้อ่านกันค่ะ
หญิง/ชายในสังคมไทย ใครว่าเท่าเทียม? :
ผ่ากรอบวิธีคิดจากมุมมองและความคิดทางสังคมวัฒนธรรม
ชลเทพ ปั้นบุญชู (ยุวโฆษกรุ่นที่1) นักวิชาการอิสระด้านสังคม
วันนี้ผมได้มีโอกาสชมรายการผู้หญิงถึงผู้หญิงในประเด็นกฏหมายกับความเสมอภาคของ
หญิงชายซึ่งคุณตุ๊ก วิมลได้ให้ข้อมูลในด้านกฎหมายเป็นอย่างดี
แต่ผมลองกลับมาคิดอีกครั้งก้เห็นด้วยว่าในสังคมไทยเขียนตัวบทกฎหมายโดยวิธี
คิดของผู้ชายซึ่งขาดความรอบด้านและเท่าเทียมอย่างยิ่ง หากใน
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะพยายามสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงชายให้เกิดขึ้น
แต่ระบบโครงสร้างวัฒนธรรมไม่เอื้อต่อความคิดดังกล่าวเลย
อาจจะเป็นเพียงแค่หลักการที่สวยหากหากข้อปฎิบัติยังไม่มีตัวรองรับที่เป็น
รูปธรรม
ก่อนอื่นผมต้องเท้าความก่อนว่าทำไม
หญิงชายจึงไม่เท่าเทียม มันเป็นการเปลี่ยนผ่านช่วงบริบททางประวัติศาสตร์
นักมานุษยวิทยาสายพัฒนาการอย่าง บัคโชเฟน ได้ศึกษาถึงการสะสมทุนขึ้น
ในยุคของหาของป่าล่าสัตว์ และยุคเพาะปลูก การศึกษาดังกล่าวมีข้อสรุปว่า
ผู้ชายสามารถหาทรัพย์สินส่วนเกินมากกว่าผู้หญิง หรือการสะสมทุน
จนทำให้ผู้ชายมีอำนาจในการสร้างพื้นที่สาธารณะได้มากกว่า
จนทำให้ผู้หญิงต้องจัดการแต่เรื่องภายในที่ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ
ผู้ชายจึงมีฐานะในด้านการปกครอง การเมือง เศรษฐกิจภายนอก
ซึ่งผู้หญิงก็จะถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องการจัดการภายในบ้านเป็นหลัก
โครงสร้างดังกล่าวจึงสามารถมองเห็นภาพความไม่เท่าเทียมระหว่างพื้นที่ส่วน
ตัว และพื้นที่สาธารณะ นี่คือความชอบธรรมที่อ้างมาจากการสร้างวิธิคิดผ่านมิติทางประวัติศาสตร์นั่นเอง ที่ผู้ชายใช้อำนาจกดทับเพศหญิงมาหลายยุคหลายสมัย
ในกรณีสังคมไทยที่สามารถยกกรณีศึกษาให้เห็นภาพได้เด่นชัดน่าจะเป็นยุคสมัย
รัตนโกสินทร์ตอนต้น และการรับแนวคิดวิคตอเรียนจากอังกฤษ
ผู้หญิงจะถุกจำกัดกรอบทางความคิดอย่างมาก เช่นต้องแต่งงานกับผู้ชายดีดี
ที่ครอบครัวหาให้ หรือเชื่อฟังสามี ปฎิบัติตนให้เป็นภรรยาที่ดี
หรือการรักงวนสงวนตัว
ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการครอบงำผู้หญิงจากชนชั้นสูงสู่ชนชั้นสามัญ
เพระาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้หญิงดูสง่าเงียมพร้อมที่จะเป็นทาสรับใช้
ผู้ชายนั่นเอง ผมไม่แน่ใจว่าภรรยาตกอยู่ในสถานะทาสรับใช้หรือไม่
เพระาผู้หญิงที่แต่งงานแล้วตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสามี
และต้องยอมจำนนต่อความมากเมียของผู้เป็นสามีที่มิอาจกล่าวท้วงติงได้
หากเราศึกษาวรรณกรรมขุนแผนเราจะเห็นว่า
การมีเมียมากเป็นเรื่องการแสดงอำนาจของผู้ชาย
แต่หาผู้หญิงมากผัวก็จะถูกประณาม แล้วถามว่านี่หรือคือความเท่าเทียม
หากแต่นางวันทองทำไปด้วยความจำเป็น
หรือผู้หญิงชั้นสูงในอังกฤษสมัยวิคตอเรียนไม่นิยมเรียนสูงเพระาขัดต่อการ
เป็นกุลสตรี
สงสัยคงกลัวผู้หญิงฉลาดกว่าเลยต้องกดให้ต่ำต้อยด้อยปัญญาไว้ก่อน
เพ
ระาความไม่เท่าเทียมนี้แหละจึงเกิดความไม่เสมอภาคในสังคมไทย
ผ่านวรรณกรรมแบบอคติที่ถูกขีดเขียนโดยผู้ชาย
ที่ขจัดไม่ให้ผู้หญิงมีอำนาจขึ้นมาได้จากประเด็นที่คุณตุ๊กพูดถึงเรื่องข้อ
กฎหมายว่า ทำไมผู้ชายถอดท่อนบนถึงไม่อนาจาร ถ้าเทียบกับผู้หญิง
อันนี้ในแง่มุมทางสังคมวัฒนธรรมผมคิดว่าเป็นเรื่องการประกอบสร้างขึ้นมา
ก็รับกับพื้นที่คติทางสังคม
เช่นสังคมไทยกำหนดว่าการเปลือยของผู้หญิงท่อนบนเป็นอนาจาร
ถ้าผู้ชายไม่อนาจาร เราจึงเอามาเป็นบรรทัดฐานอุปทานกันไปต่างๆนานา
ยิ่งถ้าคุณตุ๊กพุดว่าการเขียนกฎหมายไทยมีไว้ปกป้องเพศหญิงก็ยิ่งแสดงนัย
สำคัญว่าเรายอมรับอำนาจผู้ชาย
เพระาเราเป็นเพศที่อ่อนแอจนต้องปกป้องต้องดุแล หรือเชือฟัง
มันก็คือวรรณกรรมที่ผู้ชายกำหนดขึ้นและบอกว่านี่คือสิ่งที่ดีและไม่ดีสำหรับ
ผู้หญิง หรือกรณีการใช้นามสกุลของบุตรและการรับมรดก
ที่ให้สืบทอดการนับสายจากผู้ชายอันหมายถึงว่าสังคมนั้นผู้ชายเป็นใหญ่
เพระาบางสังคมในโลกก็นับการสืบทอดมรดกจากฝายหญิงได้เช่ยเดียวกันไม่จำเป็น
ต้องเป็นผู้ชาย
เพระาผู้ชายอาจมีคุณค่าแค่เพียงผลิตลูกอันเป็นทรัพย์สินของญาติทางฝ่ายหญิง
ในการเลี้ยงดู เคยมีนักกฏหมายท่านหนึ่งทะเลาะกับผมเรื่องประเด็นหญิงชาย
ถึงแม้ผมจะเป็นผู้ชายก็ไม่เคยเข้าข้างเพศเดียวกัน
หากยังเข้าใจถึงหัวอกหญิงไทยและพร้อมที่จะช่วยเหลือทุกเมือ่
นักกฏหมายท่านนี้มีแฟนอยู่แล้วครับ และก็มั่วผู้หญิงไปเรื่อยเหมือนกัน
เห็นใครถูกใจที่ไหนตามผับก็สามารถเสพเมถุนได้ทุกเมือ่ ถ้ามีโอกาส
ผมก็เลยถามเค้าไปว่า"เค้าไม่สงสารผู้หญิงหรือที่ไม่รู้ว่าตนเองมั่วหญิง
อื่นเป็นนิตย์
เค้าบอกว่าเค้าก็รักแฟนของเค้ามากและไม่เคยทำให้เสียใจให้เกียรติ
ผมก็เลยแย้งไปว่าด้วยการนอกใจอยู่เนี่ยนะ
เค้าบอกว่าก็มันเป็นสันดานของผู้ชาย ที่ต้องเจ้าชู้และก็หาเศษหาเลยบ้าง
ผมบอกว่าเค้าเห็นแก่ตัวที่คิดอย่างนี้ในขณะที่แฟนเค้ารักเค้าคนเดียวและไม่
เคยมีอะไรกับใคร "ผมเลยบอกว่า"อย่าบอกว่าสันดานชายไทยเลย
เพราะไม่ใช่อย่างนายทุกคน
เค้าเรียกว่าพวกเห็นแก่ตัวและหาข้ออ้างสนับสนุนให้กับตนเอง
เพราะผมเองก็ไม่เป็น พ่อของผมก็ไม่เป็น หรือพ่อนายเป็น
อีกทั้งถ้าแฟนนายรู้จะรู้สึกอย่างไรนี่นะให้เกียรติแฟน หากในทางกลับกันละ
แฟนนายผู้หญิงเนี่ยไปมั่วกับผู้ชายคนอื่นบ้าง จะรู้สึกอย่างไร
หรือบอกว่าเรือ่งบนเตียงนายแย่มากเลย
เลยอยากเปลี่ยนบรรยากาศเผื่อจะสร้างรสชาติได้ดีกว่านี้นายจะรู้สึกอย่างไร"
ผมเลยคิดว่าผู้หญิงที่ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจทางความคิดเหล่านี้น่าสงสาร
เพระทนกับความทุกข์ที่กลัวว่าผู้ชายจะไม่รัก ผู้ชายจะทอดทิ้ง
นี่คือกระบวนการให้ผู้หญิงอ่อนแอในบริบทสังคมชายเป็นใหญ่
ทั้งๆที่ต้นเหตุไม่ได้มาจากผู้หญิงเลย ประเด็นการฟ้องหย่าก็เช่นเดียวกัน
หรือประเด็นการข่มขืนภรรยาของตน รวมไปถึงข้อถกเถียงอื่นๆอีกมากมาย
ในขณะเดียวกันผู้ชายคนที่ผมยกตัวอย่างเค้าก็อยากให้แฟนมีความสัมพันธ์ทางเพศ
หรือซื่อสัตย์ต่อเขาเพียงคนเดียว แต่ตนเองสามารถมีอะไรได้อย่างตามใจชอบ
นี่แหละครับสังคมผู้ชายไทย(ที่เค้าบอก)
เห็นแก่ตัวและเอาเปรียบเพศตรงข้ามเสมอ
ผมลองถามนะครับว่าผู้หญิงเค้าต้องการให้แฟนที่เค้าคบบริสุทธิ์ไหม
ในขณะที่ผู้ชายคาดหวังให้ผู้หญิงที่ตนเองแต่งงานเป็นสาวบริสุทธิ์
แต่ตนเองกับเคยมีอะไรกับหญิงอื่นที่ไม่ใช้ภรรยามากมายในระดับหนึ่ง
เราต้องการความบริสุทธิ์ไว้ทำไมครับ
ที่ผมพูดเช่นนี้ไม่ได้ต้องการให้ผู้หญิงไปมั่วคั่งชายอื่นนะครับ
แต่จะชี้ประเด็นถึงโครงสร้างทางวัมนธรรมกับความไม่เท่าเทียมในสังคมไทย
เพระานี่คือตัวอย่างที่เห็นได้เด่นชัด
ที่สำคัญหากผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นแฟนกันกำลังจะแต่งงานกันกลับถูกบอกเลิก
เพราะก่อนหน้านั้นสองวันเขาถูกข่มขืน
อย่างนี้เป็นธรรมหรือเปล่าครับสำหรับผู้หญิง
ผมเห็นว่าคงไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งเพระาผู้หญิงไม่ได้ผิดอะไรที่ผิดเพระาไม่
บริสุทธิ์โดยไม่ได้เจตนาแต่ต้องถูกบทลงโทษด้วยการถอนการแต่งงาน
เรือ่งแบบนี้มีอยู่ทั่วไปครับ ดังนั้นเพศหญิงจึงถูกกรอบประเพณี จารีต
ค่านิยม ที่ผู้ชายขีดขึ้นให้เดินตามใจที่ถวิล
ผู้หญิงไทยจึงถูกโครงสร้างทางวัฒนธรรมเป็นการกำหนดกรอบที่ต้องดู เรียบร้อย
สุภาพ ไม่แสดงกิริยาแห่งความต้องการอยากได้ หรือภาษาชาวบ้านเรียก
ออกจริตจนเกินงาม นี่แหละครับถูกสั่งสอนผ่านระบบการศึกษาและวรรณกรรม
แล้วถามว่าหญิงชายนี่ใครมีอารมณ์ทางเพศต่างกัน
หากตอบว่าผู้หญิงก็มีอารมณ์ทางเพศนั้นจะถุกดูถูกและประณามอย่างรุนแรงว่าไม่
เหมาะสม ดูไม่มียางขึ้นมา
ในขณะที่ผู้ชายสามารถชื่มมืนยอมรับตนเองได้อย่างออกนอกหน้า
นี่ก็คือผลิตกรรมทางวาทกรรมที่สร้างกรอบอำนาจว่า หญิงเป็นอย่างไร
ชายเป็นอย่างไรในสังคมไทย
ผู้มีอำนาจก็สถาปนาชุดความรู้ของตนในแบบที่ตนเองต้องการเพื่อควบคุมชนอีก
กลุ่มให้มีสถานะที่ด้อยกว่าเสมอ
==============================
แล้วคุณหละคิดว่ายังงัย
ชายหญิงเท่าเทียมกันรึเปล่า
สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ทางด้านกายภาพแล้วนั้นชายหญิงยังงัยก็เท่าเทียมกันไม่ได้หรอกค่ะ เพราะว่ามีลักษณะทางกายภาพที่อ่อนแอกว่า แต่ก็น่าเสียใจไม่น้อย เมื่อการเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมทางสังคมทำให้บางอย่างหายไป ผู้ชายบางคน ขอย่ำว่าบางคนนะ ไม่ลุกให้ผู้หญิงนั่ง โดยใช้ข้ออ้างที่ว่า ก็เดี๋ยวนี้หญิงชายเท่าเทียมกันแล้ว
ขอบอกจากใจในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งว่า ผู้หญิงคนหนึ่งไม้ได้ต้องการเรียกร้องอะไรมากมาย เพียงแต่ต้องการมีสิทธิของประชาชนที่เท่าเทียมเท่านั้นใน และฐานะเพศที่อ่อนแอกว่า ก็อยากที่จะได้รับการให้เกียรติ และดูแลจากเพศที่แข็งแรงกว่า เพียงอยากให้คิดว่าผู้หญิงก็เป็มนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจคนหนึง ที่อยู่ในสังคม
==============================
ต้องขอโทษด้วยที่หายหน้าหายตาไป พอดีว่าช่วงนี้ทำงานหนักมากเลย
ยังงัยก็ขอให้ทกคนสู้ๆนะ
อีกอย่างตอนนี้ก็ใกล้สอบแล้วด้วย
มาพยามด้วยกัน
ผมก็ไม่เคยคิดว่าเท่าเทียมกัน
ได้แต่หวังว่าการยืนหยัดของกลุ่มผู้หญิงที่ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีจะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้สักวัน
อยากอยู่เห็นวันที่เพศต่าง ๆ อยู่อย่างเท่าเทียมกันในสังคมจริง ๆ
#1 By pisces on 2008-07-12 02:03