พอดีเจอบทความดีๆเลยเอามาให้อ่านกันค่ะ

 

 

หญิง/ชายในสังคมไทย ใครว่าเท่าเทียม? :

ผ่ากรอบวิธีคิดจากมุมมองและความคิดทางสังคมวัฒนธรรม

 

ชลเทพ ปั้นบุญชู (ยุวโฆษกรุ่นที่1) นักวิชาการอิสระด้านสังคม

วันนี้ผมได้มีโอกาสชมรายการผู้หญิงถึงผู้หญิงในประเด็นกฏหมายกับความเสมอภาคของ หญิงชายซึ่งคุณตุ๊ก วิมลได้ให้ข้อมูลในด้านกฎหมายเป็นอย่างดี แต่ผมลองกลับมาคิดอีกครั้งก้เห็นด้วยว่าในสังคมไทยเขียนตัวบทกฎหมายโดยวิธี คิดของผู้ชายซึ่งขาดความรอบด้านและเท่าเทียมอย่างยิ่ง หากใน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะพยายามสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงชายให้เกิดขึ้น แต่ระบบโครงสร้างวัฒนธรรมไม่เอื้อต่อความคิดดังกล่าวเลย อาจจะเป็นเพียงแค่หลักการที่สวยหากหากข้อปฎิบัติยังไม่มีตัวรองรับที่เป็น รูปธรรม

ก่อนอื่นผมต้องเท้าความก่อนว่าทำไม หญิงชายจึงไม่เท่าเทียม มันเป็นการเปลี่ยนผ่านช่วงบริบททางประวัติศาสตร์ นักมานุษยวิทยาสายพัฒนาการอย่าง บัคโชเฟน ได้ศึกษาถึงการสะสมทุนขึ้น ในยุคของหาของป่าล่าสัตว์ และยุคเพาะปลูก การศึกษาดังกล่าวมีข้อสรุปว่า ผู้ชายสามารถหาทรัพย์สินส่วนเกินมากกว่าผู้หญิง หรือการสะสมทุน จนทำให้ผู้ชายมีอำนาจในการสร้างพื้นที่สาธารณะได้มากกว่า จนทำให้ผู้หญิงต้องจัดการแต่เรื่องภายในที่ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ ผู้ชายจึงมีฐานะในด้านการปกครอง การเมือง เศรษฐกิจภายนอก ซึ่งผู้หญิงก็จะถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องการจัดการภายในบ้านเป็นหลัก โครงสร้างดังกล่าวจึงสามารถมองเห็นภาพความไม่เท่าเทียมระหว่างพื้นที่ส่วน ตัว และพื้นที่สาธารณะ นี่คือความชอบธรรมที่อ้างมาจากการสร้างวิธิคิดผ่านมิติทางประวัติศาสตร์นั่นเอง ที่ผู้ชายใช้อำนาจกดทับเพศหญิงมาหลายยุคหลายสมัย

ในกรณีสังคมไทยที่สามารถยกกรณีศึกษาให้เห็นภาพได้เด่นชัดน่าจะเป็นยุคสมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้น และการรับแนวคิดวิคตอเรียนจากอังกฤษ ผู้หญิงจะถุกจำกัดกรอบทางความคิดอย่างมาก เช่นต้องแต่งงานกับผู้ชายดีดี ที่ครอบครัวหาให้ หรือเชื่อฟังสามี ปฎิบัติตนให้เป็นภรรยาที่ดี หรือการรักงวนสงวนตัว ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการครอบงำผู้หญิงจากชนชั้นสูงสู่ชนชั้นสามัญ เพระาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้หญิงดูสง่าเงียมพร้อมที่จะเป็นทาสรับใช้ ผู้ชายนั่นเอง ผมไม่แน่ใจว่าภรรยาตกอยู่ในสถานะทาสรับใช้หรือไม่ เพระาผู้หญิงที่แต่งงานแล้วตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสามี และต้องยอมจำนนต่อความมากเมียของผู้เป็นสามีที่มิอาจกล่าวท้วงติงได้ หากเราศึกษาวรรณกรรมขุนแผนเราจะเห็นว่า การมีเมียมากเป็นเรื่องการแสดงอำนาจของผู้ชาย แต่หาผู้หญิงมากผัวก็จะถูกประณาม แล้วถามว่านี่หรือคือความเท่าเทียม หากแต่นางวันทองทำไปด้วยความจำเป็น หรือผู้หญิงชั้นสูงในอังกฤษสมัยวิคตอเรียนไม่นิยมเรียนสูงเพระาขัดต่อการ เป็นกุลสตรี สงสัยคงกลัวผู้หญิงฉลาดกว่าเลยต้องกดให้ต่ำต้อยด้อยปัญญาไว้ก่อน

เพ ระาความไม่เท่าเทียมนี้แหละจึงเกิดความไม่เสมอภาคในสังคมไทย ผ่านวรรณกรรมแบบอคติที่ถูกขีดเขียนโดยผู้ชาย ที่ขจัดไม่ให้ผู้หญิงมีอำนาจขึ้นมาได้จากประเด็นที่คุณตุ๊กพูดถึงเรื่องข้อ กฎหมายว่า ทำไมผู้ชายถอดท่อนบนถึงไม่อนาจาร ถ้าเทียบกับผู้หญิง อันนี้ในแง่มุมทางสังคมวัฒนธรรมผมคิดว่าเป็นเรื่องการประกอบสร้างขึ้นมา ก็รับกับพื้นที่คติทางสังคม เช่นสังคมไทยกำหนดว่าการเปลือยของผู้หญิงท่อนบนเป็นอนาจาร ถ้าผู้ชายไม่อนาจาร เราจึงเอามาเป็นบรรทัดฐานอุปทานกันไปต่างๆนานา ยิ่งถ้าคุณตุ๊กพุดว่าการเขียนกฎหมายไทยมีไว้ปกป้องเพศหญิงก็ยิ่งแสดงนัย สำคัญว่าเรายอมรับอำนาจผู้ชาย เพระาเราเป็นเพศที่อ่อนแอจนต้องปกป้องต้องดุแล หรือเชือฟัง มันก็คือวรรณกรรมที่ผู้ชายกำหนดขึ้นและบอกว่านี่คือสิ่งที่ดีและไม่ดีสำหรับ ผู้หญิง หรือกรณีการใช้นามสกุลของบุตรและการรับมรดก ที่ให้สืบทอดการนับสายจากผู้ชายอันหมายถึงว่าสังคมนั้นผู้ชายเป็นใหญ่ เพระาบางสังคมในโลกก็นับการสืบทอดมรดกจากฝายหญิงได้เช่ยเดียวกันไม่จำเป็น ต้องเป็นผู้ชาย เพระาผู้ชายอาจมีคุณค่าแค่เพียงผลิตลูกอันเป็นทรัพย์สินของญาติทางฝ่ายหญิง ในการเลี้ยงดู เคยมีนักกฏหมายท่านหนึ่งทะเลาะกับผมเรื่องประเด็นหญิงชาย ถึงแม้ผมจะเป็นผู้ชายก็ไม่เคยเข้าข้างเพศเดียวกัน หากยังเข้าใจถึงหัวอกหญิงไทยและพร้อมที่จะช่วยเหลือทุกเมือ่ นักกฏหมายท่านนี้มีแฟนอยู่แล้วครับ และก็มั่วผู้หญิงไปเรื่อยเหมือนกัน เห็นใครถูกใจที่ไหนตามผับก็สามารถเสพเมถุนได้ทุกเมือ่ ถ้ามีโอกาส ผมก็เลยถามเค้าไปว่า"เค้าไม่สงสารผู้หญิงหรือที่ไม่รู้ว่าตนเองมั่วหญิง อื่นเป็นนิตย์ เค้าบอกว่าเค้าก็รักแฟนของเค้ามากและไม่เคยทำให้เสียใจให้เกียรติ ผมก็เลยแย้งไปว่าด้วยการนอกใจอยู่เนี่ยนะ เค้าบอกว่าก็มันเป็นสันดานของผู้ชาย ที่ต้องเจ้าชู้และก็หาเศษหาเลยบ้าง ผมบอกว่าเค้าเห็นแก่ตัวที่คิดอย่างนี้ในขณะที่แฟนเค้ารักเค้าคนเดียวและไม่ เคยมีอะไรกับใคร "ผมเลยบอกว่า"อย่าบอกว่าสันดานชายไทยเลย เพราะไม่ใช่อย่างนายทุกคน เค้าเรียกว่าพวกเห็นแก่ตัวและหาข้ออ้างสนับสนุนให้กับตนเอง เพราะผมเองก็ไม่เป็น พ่อของผมก็ไม่เป็น หรือพ่อนายเป็น อีกทั้งถ้าแฟนนายรู้จะรู้สึกอย่างไรนี่นะให้เกียรติแฟน หากในทางกลับกันละ แฟนนายผู้หญิงเนี่ยไปมั่วกับผู้ชายคนอื่นบ้าง จะรู้สึกอย่างไร หรือบอกว่าเรือ่งบนเตียงนายแย่มากเลย เลยอยากเปลี่ยนบรรยากาศเผื่อจะสร้างรสชาติได้ดีกว่านี้นายจะรู้สึกอย่างไร" ผมเลยคิดว่าผู้หญิงที่ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจทางความคิดเหล่านี้น่าสงสาร เพระทนกับความทุกข์ที่กลัวว่าผู้ชายจะไม่รัก ผู้ชายจะทอดทิ้ง นี่คือกระบวนการให้ผู้หญิงอ่อนแอในบริบทสังคมชายเป็นใหญ่ ทั้งๆที่ต้นเหตุไม่ได้มาจากผู้หญิงเลย ประเด็นการฟ้องหย่าก็เช่นเดียวกัน หรือประเด็นการข่มขืนภรรยาของตน รวมไปถึงข้อถกเถียงอื่นๆอีกมากมาย ในขณะเดียวกันผู้ชายคนที่ผมยกตัวอย่างเค้าก็อยากให้แฟนมีความสัมพันธ์ทางเพศ หรือซื่อสัตย์ต่อเขาเพียงคนเดียว แต่ตนเองสามารถมีอะไรได้อย่างตามใจชอบ นี่แหละครับสังคมผู้ชายไทย(ที่เค้าบอก) เห็นแก่ตัวและเอาเปรียบเพศตรงข้ามเสมอ ผมลองถามนะครับว่าผู้หญิงเค้าต้องการให้แฟนที่เค้าคบบริสุทธิ์ไหม ในขณะที่ผู้ชายคาดหวังให้ผู้หญิงที่ตนเองแต่งงานเป็นสาวบริสุทธิ์ แต่ตนเองกับเคยมีอะไรกับหญิงอื่นที่ไม่ใช้ภรรยามากมายในระดับหนึ่ง เราต้องการความบริสุทธิ์ไว้ทำไมครับ ที่ผมพูดเช่นนี้ไม่ได้ต้องการให้ผู้หญิงไปมั่วคั่งชายอื่นนะครับ แต่จะชี้ประเด็นถึงโครงสร้างทางวัมนธรรมกับความไม่เท่าเทียมในสังคมไทย เพระานี่คือตัวอย่างที่เห็นได้เด่นชัด ที่สำคัญหากผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นแฟนกันกำลังจะแต่งงานกันกลับถูกบอกเลิก เพราะก่อนหน้านั้นสองวันเขาถูกข่มขืน อย่างนี้เป็นธรรมหรือเปล่าครับสำหรับผู้หญิง ผมเห็นว่าคงไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งเพระาผู้หญิงไม่ได้ผิดอะไรที่ผิดเพระาไม่ บริสุทธิ์โดยไม่ได้เจตนาแต่ต้องถูกบทลงโทษด้วยการถอนการแต่งงาน เรือ่งแบบนี้มีอยู่ทั่วไปครับ ดังนั้นเพศหญิงจึงถูกกรอบประเพณี จารีต ค่านิยม ที่ผู้ชายขีดขึ้นให้เดินตามใจที่ถวิล ผู้หญิงไทยจึงถูกโครงสร้างทางวัฒนธรรมเป็นการกำหนดกรอบที่ต้องดู เรียบร้อย สุภาพ ไม่แสดงกิริยาแห่งความต้องการอยากได้ หรือภาษาชาวบ้านเรียก ออกจริตจนเกินงาม นี่แหละครับถูกสั่งสอนผ่านระบบการศึกษาและวรรณกรรม แล้วถามว่าหญิงชายนี่ใครมีอารมณ์ทางเพศต่างกัน หากตอบว่าผู้หญิงก็มีอารมณ์ทางเพศนั้นจะถุกดูถูกและประณามอย่างรุนแรงว่าไม่ เหมาะสม ดูไม่มียางขึ้นมา ในขณะที่ผู้ชายสามารถชื่มมืนยอมรับตนเองได้อย่างออกนอกหน้า นี่ก็คือผลิตกรรมทางวาทกรรมที่สร้างกรอบอำนาจว่า หญิงเป็นอย่างไร ชายเป็นอย่างไรในสังคมไทย ผู้มีอำนาจก็สถาปนาชุดความรู้ของตนในแบบที่ตนเองต้องการเพื่อควบคุมชนอีก กลุ่มให้มีสถานะที่ด้อยกว่าเสมอ

 ==============================

 แล้วคุณหละคิดว่ายังงัย

ชายหญิงเท่าเทียมกันรึเปล่า

สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ทางด้านกายภาพแล้วนั้นชายหญิงยังงัยก็เท่าเทียมกันไม่ได้หรอกค่ะ เพราะว่ามีลักษณะทางกายภาพที่อ่อนแอกว่า แต่ก็น่าเสียใจไม่น้อย เมื่อการเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมทางสังคมทำให้บางอย่างหายไป ผู้ชายบางคน ขอย่ำว่าบางคนนะ ไม่ลุกให้ผู้หญิงนั่ง โดยใช้ข้ออ้างที่ว่า ก็เดี๋ยวนี้หญิงชายเท่าเทียมกันแล้ว

ขอบอกจากใจในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งว่า ผู้หญิงคนหนึ่งไม้ได้ต้องการเรียกร้องอะไรมากมาย เพียงแต่ต้องการมีสิทธิของประชาชนที่เท่าเทียมเท่านั้นใน และฐานะเพศที่อ่อนแอกว่า ก็อยากที่จะได้รับการให้เกียรติ และดูแลจากเพศที่แข็งแรงกว่า เพียงอยากให้คิดว่าผู้หญิงก็เป็มนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจคนหนึง ที่อยู่ในสังคม

==============================

ต้องขอโทษด้วยที่หายหน้าหายตาไป พอดีว่าช่วงนี้ทำงานหนักมากเลย
อีกอย่างตอนนี้ก็ใกล้สอบแล้วด้วย

ยังงัยก็ขอให้ทกคนสู้ๆนะ
มาพยามด้วยกัน

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Hot! Hot! Hot!
ผมก็ไม่เคยคิดว่าเท่าเทียมกัน
ได้แต่หวังว่าการยืนหยัดของกลุ่มผู้หญิงที่ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีจะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้สักวัน
อยากอยู่เห็นวันที่เพศต่าง ๆ อยู่อย่างเท่าเทียมกันในสังคมจริง ๆ

#1 By pisces on 2008-07-12 02:03

โลกนี้มันไม่เท่าทียมหรอกครับ ทางสรีระแล้วผู้หญิงธรรมชาติสร้างมาให้อ่อนแิอกว่าผู้ชายอยู่แล้ว บางทีความไม่เท่ากันนั่นแหละสามารถใช้เป็นเกราะป้องกันผู้หญิงได้นะ อย่างเช่น นักรบไม่ทำร้ายผู้หญิงแบบเนี้ย.. แต่ไม่เท่าเทียม คนเหนือกว่าก๊ไม่จำเป้นต้องข่มคนด้อยกว่า ผมคิดแค่นั้นแหละฮะ
โลกนี้ไม่มีอะไรเท่าเทียมกัน
ผู้ชายแข็งแรงกว่าแต่ผู้หญิงอ่อนแอลง
โลกสร้างมาแบบนั้นเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ถ้าผู้ชายเป็นผู้หญิงก็อีกเรื่องหนึ่งอ่ะนะค่ะsad smile

#3 By [Pu]kky... on 2008-07-13 19:51

ไม่เท่าแน่นอน
1000%sad smile

#4 By MomMom on 2008-07-14 00:53

อยากอ่านอ่ะแต่ไม่มีเวลา เดี๋ยวจะตามมาอ่านทีหลังน้า

ปล. ขอบคุณสำหรับกำลังใจจ้าconfused smile
ไม่ต้องเท่าเทียมหรอก
แค่ดูแลและเข้าใจกันดี
ก็ดีแล้ว ...
มีอีกหลายอย่าง
ที่ความไม่เท่าเทียม
สร้างให้สวยงามได้
และสมบูรณ์สูงสุด
...
open-mounthed smile
โดยส่วนตัว ผมเป็นพวก "บุรุษนิยม - Musculinism" (คนละอย่างกับพวก"นิยมบุรุษ" นะครับ) เพราะฉนั้น ผมจึงเชื่อว่าผู้ชายมีหลายอย่างที่ดีกว่าผู้หญิง

แต่ยังไงซะ ถ้าจะใหผู้ชายอยู่อย่างโดเดี่ยวโดยไม่มีผู้หญิงเคียงข้าง ผมก็ไม่เอาเหมือนกัน ^^

#7 By รัตนาดิศร on 2008-08-03 20:55